ย้อนกลับ

ในชนบททางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เรียกว่า"ภาคอีสาน" ของไทยเรานี่เอง

มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชาวบ้านมีอาชีพหลักในการทำนาปลูกข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลูกข้าวเหนียวกันเป็นส่วนใหญ่ นอกเหนือจากนั้นก็ทำไร่ข้าวโพดและปลูกมันสำปะหลังประปราย โดยธรรมชาติผืนดินแถบนี้ไม่เหมาะในการทำเกษตรกรรมเท่าใดนัก เนื่องจากมีสภาพเป็นที่ดอน และมีสภาพเป็นป่าเขาเสียส่วนใหญ่ ในฤดูแล้งพื้นดินจะแตกระแหง ดินไม่อุ้มน้ำ จึงทำนาได้เพียงปีละครั้ง ่ผลผลิตขึ้นอยุ่กับภูมิอากาศ ช่วงปีไหนนาแล้ง ปีนั้นน้ำก็จะมาก ไร่นา่มักถูกน้ำท่วมเสียหาย ประชาชนที่นี่จึงมีฐานะค่อนข้างยากจน

หมู่บ้านนี้มีอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งหัวหน้าครอบครัวชื่อตามี และยายมาผู้เป็นภรรยา สองตายายนอกจากต้องทำนาในผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดแล้่ว ยังต้องเลี้ยงดูหลานเล็กๆ อีก 2 คน เพราะลูกชายลูกสาวตามียายมาเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ กันหมด

ครอบครัวตามีกับยายมานอกจากจะมีควายชื่อ "เจ้าทุ้ย" หนึ่งตัวเอาไว้ช่วยไถนาแล้ว ก็ยังมีช้างพังแม่ลูกอยู่คู่หนึ่ง ช้างตัวแม่ยายมาตั้งชื่อให้ว่า "แม่ดอกบัว" ส่วนลูกช้างน้อยนั้นหลานๆ ยายมาตั้งให้ว่า "เจ้ากล้วยไข่" เพราะช้างน้อยนอกจากกินหญ้า กินอ้อยแล้ว ชอบกินกล้วยไข่เป็นพิเศษ

แม่พังดอกบัวอยู่กับครอบครัวนี้ก็ช่วยทำงาน หนักเอาเบาสู้ไม่แพ้คน ช่วยลากขอนไม้ หรือบรรทุกของที่มีน้ำหนักเกินคนจะแบกหามได้ หรือในบางครั้งก็ยังช่วยเจ้าทุ้ยย่ำลานตากข้าวอีกด้วย ทั้งคนและสัตว์ต่างอยู่ร่วมกันด้วยความสุข มีความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรต่อกัน จึงรู้สึกผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น เจ้า "กล้วยไข่" นั้นเป็นลูกช้างที่ร่าเริง แต่ขี้้อ้อนกับแม่ดอกบัวเป็นยิ่งนัก เวลาแม่ดอกบัวต้องไปช่วยทำงาน กล้วยไข่่ก็ทำหน้าที่เป็นเพื่อนเล่นของเด็กๆ เพราะอยู่ในวัยซุกซนด้วยกัน

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกอย่างในชีวิตที่เคยปกติสุขทั้งคนและสัตว์ต้องมีอันเปลี่ยนไป เนื่องด้วยลูกชายตามีกับยายมาที่ทำงานในเมืองกรุงได้กลับมาบ้าน พร้อมกับแจ้งข่าวร้ายว่าโรงงานที่ตนไปทำนั้นได้ปิดลงอย่างกระทันหัน ได้พยายามสมัครงานในที่อื่นๆ ก็ไม่มีใครรับเนื่องจากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำมาก รู้สึกลำบาก และไม่อาจหาเงินส่งมาเลี้ยงดูเป็นค่าเล่าเรียนลูกๆ ได้

ตามีและยายมารู้สึกสงสารลูกชายเป็นอย่างมาก ยายมากล่าวขึ้นว่า

"หางานทำในเมืองกรุงไม่ได้ กลับมาทำงานที่บ้านเราก็แล้วกันนะลูก"

"ปีนี้น้ำท่วมไร่นาเสียหาย คงฟื้นยากนะแม่ ลำพังเก็บผักเก็บหญ้ากินพอประทังชีวิตนั้นก็พอได้อยู่หรอก แต่เจ้าเปี๊ยกกับเจ้าแป้นจะต้องไปเรียนหนังสือ จะทำอย่างไรล่ะแม่ ถ้าไม่มีเงินค่าเทอมให้เขา ฉันว่าจะกลับไปสู้เอาดาบหน้า ไปลองหางานทำดูก่อน แต่ในกรุงนั่นค่าใช้จ่ายก็หนักหนาสาหัสจริงๆ เลยจ้ะ" ลูกชายกล่าว

"งั้นไปเที่ยวนี้ เอาแม่พังดอกบัวไปด้วย เผื่อว่าจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง" ตามีกล่าว

"ก็ดีเหมือนกันนะแม่ คนในกรุงเค้าเห็นช้่างแล้วตื่นตาตื่นใจ บางคนก็มาลอดท้องช้างเอาเคล็ด แล้วก็ให้เศษเงินมา ฉันคิดว่าน่าจะพอประทังค่ากินอยู่ในกรุง ระหว่างหางานได้จ้ะ" ลูกชายรับคำ

ทุกคนในบ้านรวมถึงคนบ้านใกล้เรือนเีคียงว่า แม่ดอกบัว จะต้องไปกรุงเทพฯ ต่างก็มาร่ำลา ลูบคลำ อวยพรให้ไปดี แต่ที่กังวลใจที่สุดเห็นจะเป็นเจ้า "กล้วยไข่" ซึ่งขอตามแม่ไป แต่ถูกห้ามไว้ เพราะยังเด็ก กล้วยไข่คอตกน้ำตาซึม รู้ว่าแม่จะต้องจากไป อีกนานแค่ไหนจะได้เจอกัน คืนนั้นกล้วยไข่นอนซุกไม่แม่ยอมห่าง และก็นอนไม่หลับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา

พอรุ่งเช้า แม่ดอกบัวลาลูกโดยใช้งวงโอบกอดและโยกไปมา กล้วยไข่กอดงวงแม่ไว้แน่น จนคนที่เห็นก็อดน้ำตาซึมไม่ได้เพราะรู้ถึงความผูกพันระหว่างแม่ลูก และแล้วแม่ดอกบัวก็จากไปกับลูกชายของตามีกับยายมา กล้วยไข่มายืนส่งหน้าหมู่บ้านพร้อมๆ กับทุกคน

อาทิตย์นึงผ่านไปเจ้ากล้วยไข่ก็ยังไม่สร่างจากอาการเซื่องซึมเนื่องจากความคิดถึงแม่ เด็กๆ พากล้วยไข่ออกไปวิ่งเล่นที่ชายทุ่งเชิงเขา แต่เจ้ากล้วยไข่ก็ไม่ร่างเริงสดใสเหมือนเดิม กินอะไรก็ดูไม่อร่อย ไม่เจริญอาหารเหมือนอย่างเคย ทุกเย็นก็เดินงวงตกไปทำท่าเหมือนรอใครอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน ทุกคนในหมู่บ้านรู้ึสึงสงสารลูกช้างห่างแม่ตัวนี้เป็นที่ยิ่งนัก

วันเดือนผ่านไป ทางกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ส่งข่าวคราวมาให้รับรู้ทุกข์สุขกัน สร้างความกังวลใจให้กับตามีกับยายมาไม่ใช่น้อย

"เป็นตายร้ายดีอย่างไร เค้าน่าจะส่งข่าวมาถึงเราบ้างนะ" ตามีบ่นให้ยายมาฟัง "สงสารไอ้กล้วยไข่มัน คิดถึงแม่จนตาโรย ตัวลีบแล้่ว ฉันเกรงว่ามันจะแย่เอาเพราะเป็นโรคขาดแม่นี่แหละ เฮ้อ.. ฉันไม่น่าเสนอให้ลูกพาแม่ดอกบัวเข้ากรุงไปเลย.."
ซึ่งต่อมาก็เป็นจริงดังที่ตามีบอก กล้วยไข่ช้างน้อยน้ำหนักลดฮวบ มีอาการเหม่อลอย แล้ววันหนึ่งก็ไม่ยอมลุกไปไหน นอนหมอบนิ่ง หายใจรวยริน ตายายและเด็กๆ ต้องพยายามป้อนข้าวป้อนน้ำกันเต็มกำลัง เพื่อให้ช้างน้อยมีชีวิตรอด

เวลาผ่านไป 5 เดือน ..

และแล้ววันหนึ่ง เสียงเด็กในหมู่บ้านวิ่งส่งเสียงกันเจี๊ยวจ๊าว ตามีกับยายมาและหลานที่อยู่ภายในบ้านมองออกไป ก็เห็นขบวนผู้คนแห่แหน โดยมีแม่ดอกบัวตัวโตเดินอาการขาโขยกใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ลูกชายของนายมีกับตามาซึ่งจูงแม่ดอกบัวอยู่ รีบเข้ากราบพ่อแม่ขอขมาที่ไม่ได้ส่งข่าวความเป็นอยู่ให้ได้รับรู้ ต่อจากนั้นก็เล่าเรื่องราวที่ตนเองและแม่ดอกบัวต้องไปปรสบและผจญภัยอยู่ในเมืองกรุง

"ฉันพาแม่ดอกบัวเดินไปตามถนนใหญ่และในซอยทุกวัน มีคนมาให้อาหารแม่ดอกบัว และบริจาคเงินให้ตามกำลังศรัทธา เนื่องจากถือเคล็ดได้ลอดท้องช้างและด้วยความสงสาร ตามที่ฉันเคยบอกเล่าไว้ แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ฉันพาแม่ดอกบัวข้ามถนน ก็ปรากฏมีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาอย่างเร็วมาก และได้เฉี่ยวชนแม่ดอกบัวที่ขาหลังซ้าย จนได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลเหวอะหวะ เกือบแย่แล้วเหมือนกัน เพราะพอเกิดเหตุฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ" ลูกชายเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

"เจ้าประคุณเอ๋ย แม่นี่สร้างบาปแท้ๆ ให้เจ้าพาแม่ดอกบัวไปพบกับเรื่องร้ายๆ " ยายได้ฟังดังนั้นก็ตบอก ร้องขึ้นมาเสียงดัง หันมาลูบขาซึ่งเป็นรอยแผลเป็นใหญ่ของแม่ดอกบัว น้ำตาซึม

"โชคดีจ้ะแม่ ที่มีมูลนิธิหนึ่งเค้าบอกว่าเป็นมูลนิธิเพื่อนช้างหรืออะไรเนี่ยแหละ เข้ามาช่วยดูแล เอาหมอมารักษา ตอนแรกฉันคิดว่าแม่ดอกบัวจะขาหักเสียอีก เพราะลุกเดินไม่ได้เลย แต่ปรากฏว่าแค่เป็นแผลฉกรรจ์ กระดูกไม่เป็นอะไร ฉันเองก็๋ตกใจและเสียใจมากเหมือนกันที่เป็นต้นเหตุครั้งนี้ ตอนแรกจะส่งข่าวให้พ่อกับแม่รู้ แต่กลัวตกใจ จึงคิดว่ารักษาแม่ดอกบัวให้หายก่อน แล้วฉันจะพากลัีบบ้าน ตอนนี้อาการดีขึ้นมากหมอบอกพ้นขีดอันตรายแล้ว จึงพากลับมา"

"เออแน่ะ..แม่ดอกบัวไปดูลูกเจ้าสิ กล้วยไข่มันป่วยเป็นโรคคิดถึงแม่ นอนแซ่วอยู่ ตั้งแต่เจ้าไปมันก็ไม่ยอมกินนอนเหมือนเคย ตอนนี้ไม่ยอม่ลุกไปไหน ดีนะที่เจ้ากลับมาทันเวลา" ยายมารีบพาแม่ดอกบัวไปหาลูกที่นอนอยู่ใต้ถุนเรือน

เจ้ากล้วยไข่กำลังนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียละเหี่ยใจ แต่รู้สึกเหมือนเหมือนมีอะไรนิ่มๆ มาลูบไล้ตัวเบาๆ ดูคุ้นๆชอบกล แม่ดอกบัวใช้งวงลูบไล้ตัวของลูกช้างอย่างเบาๆ พ่นลมใ่ส่ที่ใบหน้าและใบหูเจ้ากล้วยไข่เพื่อปลุกลูก เหมือนจะบอกว่า

"ตื่นๆ เจ้าตัวน้อย แม่มาแล้ว ลุกขึ้นมาเถอะ อย่ามัวแต่นอนอยู่เลย แม่มีของอร่อยๆ มาฝากด้วย ลืมตาขึ้นมาดูสิ"

กล้วยไข่ค่อยๆ ลืมตา เห็นเหมือนแม่มาหมอบตัวอยู่ข้างๆ "นี่แม่จริงหรือ หนูไม่ได้ตาฝาดไปนะ หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน" เมื่อคิดว่าไม่ใช่ตาฝาดไปแน่แล้ว กล้วยไข่พยุงกายที่กระปรกกระเบรี้ยขึ้นมา พร้อมกับเอางวงรัดงวงแม่ดอกบัวไว้ แล้วซุกไซร้หัวไปที่ข้างลำตัวแม่ด้วยความคิดถึง

"แม่จ๋า .. หนูคิดถึงแม่จังเลย แม่ทำไมไปนานจัง" แม่ช้างเอางวงรับหวีกล้วยไข่จากตามี แล้วยื่นมาตรงหน้าลูกน้อย

"นี่เป็นของฝากจากเมืองกรุง รู้ไม๊นี่เค้าเรียก กล้วยไข่ เหมือนกัน แต่เป็นกล้วยไข่เมืองกรุง ดูซิว่าเหมือนของบ้านเราไม๊ แม่รู้ว่าเป็นของโปรดเจ้านะ แม่จึงเอามาฝาก"

แม่ลูกคลอเคลียด้วยความคิดถึงกันอยู่ไม่ห่าง สมกับที่ต้องจากกันไปไกลเป็นเวลานาน ต่อนี้ไปเจ้ากล้วยไข่คงกินได้ นอนหลับ วิ่งเล่นสนุกสนานได้เหมือนเดิมเสียที นี่ถ้าจากกันเนิ่นนานกว่านี้อีกนิดเดียว เชื่อว่าแม่ลูกคงไม่พบกันตัวเป็นๆ แน่เลย ... ไชโย ดีใจกับกล้วยไข่่ด้วยนะ ที่ได้แ่ม่กลับมา เมืองหลวงไม่สนุกสบายอย่างบ้านเรา ไม่มีธรรมชาติ ผู้คนไม่เือื้ออาทรกันเหมือนคนในชนบท อยู่บ้านเราแม้จะลำบากกายแต่สุขใจกว่าเยอะเลย จริงนะ

"อย่าไปเลย บางกอก จะบอกให้" แม่ดอกบัว ยายมีตามาและคนในหมู่บ้านเหมือนจะแว่วเสียงเพบงนี้ลอยลมมากระทบโสต.

 
@ 2007 Mariya Kindergarten . All rights reserved.
This site is best viewed with Microsoft Internet Explorer 6.0+ at a minimum screen resolution of 1024 x 768,
A minimum modem connection speed of 56Kbps. Designed by PERFECT CIRCLE LTD,PART.